Lame Japanese Lesson #2: การบอกเหตุผลด้วย 「~て、~」และ 「~ので、~」

<><>หนนี้ผมมาเขียนเกี่ยวกับข้อสงสัยเรื่องไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นครับ ไปถามผู้เชี่ยวชาญมาจนเข้าใจ(ระดับนึง)เลยเอามาเขียนไว้อ่านทีหลังกันลืม

<><>การบอกเหตุผลด้วยรูป ~て、~

<><>สาเหตุจะอยู่ครึ่งซ้าย และผลลัพธ์อยู่ครึ่งขวา ใช้แสดงอารมณ์ สภาพ และสภาพที่เกิดขึ้นในอดีต และจะไม่ใช้ในการบอกให้ใครทำ หรือไม่ทำอะไร อันด้วยมาจากสาเหตุหนึ่ง ๆ

<><>อารมณ์: あのカメラーの値段を見て、びっくりした。 พอเห็นราคากล้องตัวนั้น ทำเอาอกอีแป้นจะแตก

<><>สภาพ: 機械の使い方が複雑で、あまり操作出来ない。 เพราะวิธีใช้เครื่องจักรมันซับซ้อน เลยใช้ไม่ค่อยจะเป็น

<><>สภาพในอดีต: 交通事故があって、間に合わなかった。 เพราะมีอุบัติเหตุจราจร เลยมาไม่ทันเวลา

<><>หรือจะใช้แสดงความเป็นเหตุเป็นผลที่เกิดขึ้นบนขีดเวลา ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ให้นึกถึงที่เคยเรียนมาก่อนหน้านั้นเรื่อง ~て、~て、~て、ます/ました。 จะเป็นการเล่าให้ฟังว่าได้ทำอะไรมาบ้างเป็นลำดับขั้นตอน เช่น ตื่นมา ล้างหน้า แล้วแปรงฟัน แล้วอาบน้ำ แล้วกินข้าว จึงออกไปเรียน ห้ามฉีกออกจากหลักนี้

<><>เช่น あした 会議がありますから、今日準備しなきゃ。 พรุ่งนี้มีประชุม วันนี้เลยต้องเตรียมงาน ← พบว่าครึ่งซ้าย พูดถึงวันพรุ่งนี้ ครึ่งขวา พูดถึงสิ่งที่ต้องทำในวันนี้

หากลำดับสลับกันอย่างที่ว่า ต้องใช้รูป から เท่านั้น

<><>การบอกเหตุผลด้วย ので、~

<><>หนังสือเขียนยังไงไว้ไม่รู้ เพราะผมอ่านแล้วมึนตึ๊บ เลยไปถามผู้เชี่ยวชาญมา เขาบอกว่าจำง่าย ๆ ว่ามันจะสุภาพ นุ่มนวลมากกว่า และใช้เหมือน から แต่อันนี้จะเอามาพูดเหตุผล ที่เป็นของตัวเราเอง หรือเอามาใช้แทน から เพื่อแสดงความสุภาพมากขึ้น

และด้วยที่ว่าเราต้องการให้ฟังนุ่มนวลมากขึ้น สุภาพมากขึ้น จึงเอามาใช้สั่ง หรือห้ามปราม ไม่ได้เด็ดขาด!

<><> เหตุผลของตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่น (あたしが)太るので、早く走れないんだ。 เพราะว่า(ผม)อ้วน จึงวิ่งเร็ว ๆ ไม่ได้

<><> เหตุผลของคนอื่น(ใช้ ので、~ ไม่ได้) ジャーピシットはお釜だから、女が愛出来ない。 เพราะจ่าพิชิตเป็นเกย์ จึงรักผู้หญิงไม่ได้ (ได้รับคำอนุญาตจากเจ้าตัวแล้วว่านำมาออกอากาศได้ เพื่อเป็นวิทยาทาน)

จบเพียงเท่านี้ก่อนละกัลล์

ผิดพลาดประการใดโทษผู้เชี่ยวชาญ(ดูท้าย entry)เอานะครับ :-P

สวัสดี

ป.ล. จ่าบอกว่า (02:02:45) จ่า: ออกแบบนี้กูไม่เอา

ป.ล.ป.ล. ผู้เชี่ยวชาญที่ผมอ้างถึงคือ @M_novice ครับผม ขอบคุณมากมากที่ช่วยสอนตอนนั้น

เกมแข่งรถ กับการเรียนขับรถวันแรก…

<><>ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เรียนขับรถซักที ตั้งใจจะหัดขับตั้งแต่ตอนจะขึ้นปี 2 แต่เอาเข้าจริงติดซัมเมอร์ นั่น นี่ โน่น เลยเพิ่งได้มาหัดขับ พ่อเลยจัดการไปติดต่อที่เรียนใกล้ ๆ บ้านให้ เรียน 10 ชั่วโมง (เกียร์ออโต้) เอาให้สอบใบขับขี่ผ่านเป็นพอ… พ่อบอกว่าจะสอนให้ขับออกถนนใหญ่จริง ๆ หลังจากได้ใบขับขี่แล้ว ผมก็ตอบตกลงเรียนไป…

<><>เริ่มต้นมาครูให้หัดเดินหน้า แล้วเบรคให้นิ่ม ๆ พอสุดทางที่จะหัดได้ก็ให้ถอยหลังจนสุด แล้วเบรค ครูที่สอนพูดด้วยน้ำเสียงมัว ๆ เหมือนคนเมาเหล้านิด ๆ ผมเองก็พยายามตั้งใจฟังว่าแกจะพูดอะไร รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แล้วพอถึงช่วงที่ต้องเบรคครูสอนก็จะเอาเท้าไปแตะเบรค ทำให้คันเบรคที่ฝั่งผมยวบลงไปนิด ๆ ด้วย ผมก็ตกใจเหยียบเบรคแบบลนลาน… สุดท้ายก็ยังเบรคแบบนิ่ม ๆ ไม่ได้…

<><>ถึงเวลาครึ่งชั่วโมงหลัง ครูให้หัดเลี้ยว ผมก็ลนลานไปหมด เพราะพยายามฟังที่ครูพูดให้เข้าใจ สาวพวงมาลัยมั่วซั่วมาก ตอนหลังถึงได้ตกผลึกว่า ตอนหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเนี่ย มันไม่เหมือนในเกมแข่งรถ…. ถ้าในเกมแข่งรถ เราหยุดกดเลี้ยวมันก็จะหยุดเลี้ยว แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่…. การหมุนพวงมาลัยคือการหมุนล้อไปในทิศทางเดียวกัน พอเลี้ยวได้ตามต้องการแล้วก็ต้องหมุนกลับคืนด้วย

<><>อีกเรื่องนึง… เกียร์ D นี่ถ้าไม่เหยียบเบรครถก็จะไหลไปเรื่อย ๆ (ครูยังไม่ให้เหยียบคันเร่ง…) แต่ในเกมถ้าไม่กดปุ่มอะไรเลยรถมันจะหยุด… กว่าจะปรับตัวได้ก็นานอยู่เหมือนกัน

<><>มีอยู่ช่วงนึงที่ต้องเลี้ยวขวาแล้วพื้นมันยกระดับขึ้นแล้วความเร็วไม่ถึง ครูก็ให้เหยียบคันเร่ง ผมที่เพิ่งจะจับใจความได้ก็รีบเหยียบคันเร่ง ผลคือ หัวทิ่มทั้งคู่… ดีที่ครูเหยียบเบรคสะกัดไว้ให้ทัน… จากนั้นผมก็พยายามเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่ซักพักใหญ่ ก่อนจะหมดเวลาเรียน… ดีที่ที่ไปฝึกขับมันเป็นในวัดแล้ว ตอนนั้นไม่ค่อยมีคน ไม่งั้นคงขายหน้าตาย

<><>ครูเก็บอารมณ์เก่ง แกพยายามใจเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ พูดกับผม นี่ผมเป็นนักเรียนที่ฝีมือห่วยแตกที่สุดตั้งแต่ครูประกอบอาชีพนี้มาเลยรึเปล่าเนี่ย (ฮา)

<><>ใจความสำคัญที่อยากจะบอกจริง ๆ ก็คือ เป็นเพราะเกมแข่งรถนี่แหละ ที่ทำให้ผมขับรถห่วย ผมไม่ผิด! (ถ้าใครเคยเห็นผมเล่นเกมแข่งรถ จะรู้เลยว่าผมขับห่วยแตกขนาดไหน ชนขอบทุกครั้งที่เลี้ยว….)

<><>พอกลับบ้านมาก็นั่งระลึกได้ว่า รถยนต์มันมีขนาด และความยาว ไม่ได้มีขนาดเป็นอนุภาค แล้วก็พยายามนึกภาพลำตัวรถเวลาจะวิ่งโค้ง ฯลฯ

<><>วันพรุ่งนี้ก็สู้ต่อไป… สอบเอาใบขับขี่ให้ได้! สู้โว้ย!

ด้วยรัก และความหวาดเสียว
สวัสดี

ผลสอบ JLPT 4 มาแล้ว // The JLPT4 result has been deliveried to my place…

<><>มาโวยวายเฉย ๆ ว่าผลสอบส่งมาถึงบ้านละครับ รอลุ้นตั้งนาน… นึก ๆ ไปน่าจะเชื่อที่คนอื่นบอกว่าให้ไปสอบระดับ 3 ดีกว่า เพราะว่ามันเอาไปใช้งานได้เยอะกว่าระดับ 4

<><>หลังจากไปสอบระดับ 4 มาแล้วรู้สึกแย่นิด ๆ เพราะเนื้อหาที่ออกสอบมันเบื้องต้นมาก ๆ เอาไปใช้จริงไม่ค่อยได้…

<><>เอาเถอะ! ผ่านแล้ว ไว้เอาไปยื่นให้อาจารย์ดูตอนจะสมัครไปฝึกงานที่ญี่ปุ่น (ด้วยฝาโออิชิ…? แป้ก!) เผื่อยังจะพอมีประโยชน์….

ด้วยรัก และ RS232
สวัสดี

เมื่อคนรู้ว่าผมเรียนวิศวฯคอม.. // When people know I go to school of Computer Engineering…

<><>Entry นี้ผมได้แรงบันดาลใจหลังได้ไป(แอบ)เห็นบล็อกของคุณ ploysics (CPE@KU) เขียนบ่น ๆ เรื่องที่มักจะถูกชาวบ้านถาม ประกอบกับไม่มีอารมณ์ทวน DSAL เท่าไหร่ด้วย….

<><>ทำไมพอคนรู้ว่าเราเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์แล้ว ถึงมักจะมาถามผมว่า…

<><>ถาม: อยากได้โน้ตบุ๊ค ซื้อเครื่องไหนดี (ถามตอนช่วงงาน Commart ซะด้วย)

<><>โดนทุกปี… จะเอาโบรชัวร์มากางแล้วให้ช่วยเลือกให้ ถ้าว่ากันตามตรงแล้ว คนไม่เรียนวิศวะคอมเขาก็ช่วยเลือกให้ได้ ถ้าบอกงบ แล้วก็ความต้องการหลักไป ไม่ต้องรู้วิธีเขียนโปรแกรม วิธีวาดวงจรดิจิตอล ฯลฯ ก็เลือกได้ แค่เปรียบเทียบตัวเลขรุ่นของฮาร์ดแวร์ที่ใช้ กับความรู้ที่ได้จากการไปอ่านตามบอร์ด เช่นพวกเรื่อง บานพับ ความร้อน บลา ๆๆๆ ก็พอแล้วน่า!

<><>ถาม: ซื้อโน้ตบุ๊คมาแล้วอยากใช้ Windows XP ทำยังไงดี?

<><>สงสัยมาก ๆ ว่า เคยหยิบคู่มือโน้ตบุ๊คมาอ่านกันบ้างมั้ย มั่นใจมากว่ามันมีเขียนบอกไว้อยู่ เผลอ ๆ บางยี่ห้อก็มีไดรเวอร์สำหรับ downgrade แถมมาให้เรียบร้อยแล้ว (บางยี่ห้อก็ต้องเข้าไปโหลดในเว็บเอาเอง) แล้วเห็นผมเป็น support หรือไง… ทำไมไม่โทรไปหาที่ศูนย์หรืออะไรบ้าง… ที่บ้านไม่ได้มีโน้ตบุ๊คทุกยี่ห้อทุกรุ่นใช้นะเฟร้ย!

<><>ถาม: เออ เอาเครื่องไปลงโปรแกรมให้หน่อยดิ

<><>การลงโปรแกรม ไม่ต้องเรียนวิศวะคอมก็ลงได้น่า… อีกอย่างเอาไปลงให้มันเสียเวลาเป็นวัน ๆ เลยนะ เลยจะรับแค่พวกโน้ตบุ๊คใหม่ ๆ แรง ๆ ที่สนใจจะเล่นเท่านั้น บางคนเอาเครื่องตัวเองมาให้ลงแล้วไม่ทำให้ก็มีเคืองกันบ้าง แต่ก็ขอให้เข้าใจนะ… ไม่ใช่ช่างคอมครับ ต้องเรียนหนังสือเหมือนแกนั่นแหละ!

<><>แล้วบางคน พอลงโปรแกรมไปให้แล้ว ผมใช้โปรแกรมไม่เหมือนคนทั่วไป ฟังเพลงใช้ Foobar, ดูหนังใช้ MPC-HC คือ เน้นโปรแกรมที่มันฟรี หรือ Opensource พอคืนเจ้าของเครื่องปั๊บบางคนก็มาถามว่าใช้ยังไงก็สอน ๆ ให้พอใช้เป็น แต่บางคน(ส่วนมาก) มักจะลบทิ้ง แล้วไปหาโหลดโปรแกรมมาลงเอง แล้วเครื่องติดไวรัสอีก เวรกรรม! (….แล้วจะเอามาให้ลงโปรแกรมทำไมวะ!) ตอนที่ถามว่าอยากให้ลงโปรแกรมอะไรบ้าง ก็บอกว่าเอาตามที่เห็นสมควร ผมก็ลงไอ้ที่ผมใช้ ๆ อยู่ทุกวันให้น่ะสิ…

<><>ถาม: ติดไวรัส XXXX มาจาก MSNM แก้ยังไงดี

<><>ไม่รู้โว้ยครับ! ผมไม่เคยติดไวรัสเทือกนั้น ถึงติดจริง ผมก็จะจดชื่อไวรัสแล้วไปหาวิธีแก้ใน Google ดู ไม่ใช่มารอถามผมที่มหาลัยให้หงุดหงิดที่ใช้คอมไม่ได้ แต่ถ้าจะให้แก้กันจริง ๆ แล้วน่าจะแก้ที่ตัวคนใช้เครื่องมากกว่านะ เที่ยวไปกดรับไฟล์อะไรมามั่ว ๆ ถามจริง เพื่อนที่ปกติไม่เคยพิมพ์ภาษาอังกฤษมาหาเรา แล้วจู่ ๆ มันเกิดส่งภาพ พร้อมข้อความภาษาอังกฤษมาแล้วมันไม่สะกิดใจแกบ้างเลยเร้อ…

<><>ถาม: แล้วโปรแกรม Anti-virus ตัวไหนดีเหรอ

<><>ส่วนตัวใช้ NOD32 แต่ตัวที่ไม่แนะนำเด็ดขาดเห็นจะเป็น Avast… ที่โลโก้เป็นร่มแดง เห็นเครื่องคอมในแล็บภาคใช้ ติดไวรัสทั้งห้องแล็บ.. แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะเอ็งใช้ anti-virus ตัวไหน เครื่องเอ็งก็ติดไวรัสได้…. เพราะงั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวไหนดี…

<><>ถาม: ไอ้ XXXX มันบอกมาว่าคอม(โน้ตบุ๊ค)อืดต้อง format แกเอาไปทำให้หน่อยดิ

<><>อย่างแรกมันขัดกับเป้าหมายหลัก… ที่รับเอาไปลงให้เป็นเพราะอยากลองเล่นของใหม่(เท่านั้น) อย่างที่สองทำไมกรูต้องมาเสียเวลากับคำแนะนำชุ่ย ๆ ของมันด้วย…? ทำไมมันบอกแบบนั้นแล้วไม่เอาไปให้มันทำ ถ้ามันรู้ดีว่าต้องทำยังไง ทีหลังจะได้ไม่แนะนำมักง่ายอย่างนั้นอีก

<><>ถาม: โน้ตบุ๊คเปิดไม่ขึ้น/จอมีเส้นขึ้น/เล่น ๆ ซักพักดับ/แบตชาร์จไม่เข้า

<><>จะเอามาให้ผมเปิดดูข้างในเครื่องให้ประกันมันหมดเล่นรึไง เอาเข้าศูนย์เซ่ ปัดโถ่!

<><>ถาม: ซื้อ MacBook หรือโน้ตบุ๊คธรรมดาดี?

<><>ถ้างบถึงแล้วจะซ์้อ ช่วยคิดดูด้วยว่า เอา MacBook มาใช้ทำอะไร มาเสริมหล่อ/สวยกันเหรอครับ? ซื้อ MacBook มาแล้วลง Windows เอามาใช้เป็นหลักมันไม่เสริมหล่อ/สวยแล้วนะครับ… มันดูโง่ต่างหาก นอกจากจะเอามาทำงานที่เป็นการบ้าน อย่างวาดวงจรดิจิตอล อะไรอย่างนี้ ใช้ผ่าน Virtual Machine เท่าที่มีก็ได้ อย่างนั้นก็เท่ไปอีกแบบ

<><>ถาม: พี่ ๆ คอมผมเป็นอะไรอะ มันขึ้นอะไรมาก็ไม่รู้

<><>จะรู้มั้ย(วะ!) ถ้ามันขึ้นอะไรที่น้องอ่านไม่ออก พี่ก็จนปัญญาครับ… (ส่วนใหญ่ที่มาถาม จะไม่ค่อยอ่านข้อความที่มันฟ้องเสียด้วย จะกดปิด ๆ ไปเลย หรือไม่ก็อ่านออกเสียงผ่านโทรศัพท์ให้ฟังแล้วอ่านตะกุกตะกักจับใจความไม่ได้)

<><>ถาม: จริงเหรอที่เขาบอกว่า Vista ห่วย (คำถามนี้เจอมากสมัยก่อน)

<><>ลองไปถามไอ้คนที่กรอกหูก่อนสิว่า มันเคยใช้มาก่อนหรือเปล่า? พวกที่พูด ๆ มาส่วนมากจะไม่เคยใช้ ฟังที่เขาเล่า ๆ มาทั้งนั้น ต่อให้มันจะเป็น OS ที่ทำเสร็จแค่ 4% แต่ลองใช้ดูก่อนเถอะ ลองหัดเรียนรู้ดูก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ (ถึงบาง Feature ใหม่ ๆ มันจะน่ารำคาญจริง ๆ ก็เถอะ)

<><>ประเด็นที่ว่ามันกินแรมเยอะ นี่ไม่เถียง แต่มันมีทางบรรเทาได้อยู่ เช่นไปปิด Services ที่ไม่จำเป็น (ดูจากเว็บของ BlackViper) หรือใช้โปรแกรม tweak ต่าง ๆ ช่วยอันนี้ก็ง่ายดี แต่ที่มันกินแรมเยอะเป็นเพราะมันจะดึงเอาโปรแกรมที่เราใช้บ่อย ๆ ไปเก็บไว้ในแรมให้เลย (Service ที่ทำหน้าที่นี้ชื่อ Superfetch) แล้วยิ่งพอเราใช้ไปนาน ๆ Vista จะคืนแรมมาให้เอง

<><>(แต่จะว่าไปตอนนี้ Windows 7 กำลังเป็นที่กล่าวขานกันอยู่ ยังไม่เคยใช้เองกับมือแฮะเห็นแต่รีวิวตามเว็บต่าง ๆ เสียมากกว่า)

<><>จากข้างบน ที่เอามาเขียนเป็นบล็อก ไม่ได้แปลว่าไม่ค่อยช่วยนะ อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วย ๆ ไป บางทีเจอปัญหาแปลก ๆ ก็เยอะ ส่วนมากจะหาใน Google ต่อหน้าเจ้าของเครื่องให้ดู อยากจะบอกมันว่า เฮ้ย แกไม่ใช่คนแรกที่เจอปัญหานี้นะ ลองหาดูก่อนเถอะ…

<><>สุดท้ายที่อยากบ่นก็คือ อยากลองใช้ OSX นาน ๆ จังเลย! เคยเล่น OSX Tiger บน iBook เพื่อนอยู่ คิดว่าเขาเก็บรายละเอียดได้ดี (คิดเอาเองทั้งเพ)ขนาดว่าเราแทบไม่ต้องไปยุ่งกับ Terminal มันเลย บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Terminal คืออะไร (รวมทั้งเจ้าของ iBook ที่ว่าด้วย มันเรียนวิศวะคอมเหมือนกัน ใช้ Linux หรือ MS-DOS ไม่เป็นซักนิด…)


ว่าแล้วไปอ่านหนังสือต่อดีกว่า
สวัสดี

Review: Uni-ball KURU TOGA (Mechanical Pencil)

<><>Entry ก่อนผมตัดสินใจไม่เขียนนะครับ มันไม่ไหวจะกระดากมือ! (ติดมาจาก @risingtop)
<><>คำเตือน! ภาพทั้งหมดถ่ายด้วยกล้องมือถือ Motorola V3i กระจอก ๆ นะครับ อย่าหวังอะไรมาก :P

<><>หนนี้เลยมารีวิวดินสอกดแทน… ผมรู้จักดินสอกดนี้มาจากคนรู้จักอีกทีนึงครับ มันบ่นเรื่องตอนไปเขียนข้อสอบแล้วเส้นมันหนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้องลบแล้วเขียนใหม่ เพราะกลัวอาจารย์อ่านไม่ออก…

<><>เจ้าดินสอกดรุ่นนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ มันจะเหลาไส้ให้คมอยู่ตลอดเวลาครับ โดยจังหวะที่มือเรากดมันลงกับกระดาษแล้วเขียน มันจะหมุนไส้ให้ (ไม่รู้กี่เรเดียน..) แล้วระนาบของไส้ดินสอกดที่เอียงลงไปนาบกับกระดาษจะถูกเหลาให้คม ด้วยหลักการที่ว่า ทำให้เส้นที่เขียนออกมามีความหนาคงตัวตลอดเวลานั่นเอง

หน้าตาดินส�กดที่ว่า และหลักการทำงานข�งมันโดยคร่าว ๆ

หน้าตาดินสอกดที่ว่า และหลักการทำงานของมันโดยคร่าว ๆ พอเราเขียนไปได้ซักพักหนึ่งจะเห็นว่า เครื่องหมายกลม ๆ ตรงชิ้นพลาสติกสีส้ม มันจะหมุนไปรอบ ๆ ครับ

ตัวจริงเสียงจริง

ตัวจริงเสียงจริง

<><>หลังจากทดลองใช้ไปซักพักหนึ่ง พบว่ามันสามารถทำงานได้จริงอย่างที่โฆษณาไว้เกือบ 100% ทีเดียว โดยความคลาดเคลื่อนจะขึ้นอยู่กับมุมที่เราเขียนหนังสือนั่นแหละครับ อาจจะไม่ได้ยอดแหลมอยู่ตรงกลางไส้เสียทีเดียว

<><>ตอนกดไส้ดินสอกดจะรู้สึกเหมือนมันทำงานสองจังหวะ ไม่เหมือนดินสอกดทั่วไป ใช้งานแรก ๆ ก็ต้องปรับตัวหน่อย แต่จุดที่ผมไม่ชอบที่สุดคงจะเป็นจังหวะที่ลงมือเขียน กดตัวดินสอกดกับกระดาษปลายของดินสอกดจะยวบเข้าไปนิดนึง (ประมาณเกือบ 1 มิลลิเมตร) ถ้าคนที่ไม่ชินเลยแล้วมาเขียนแบบนี้จะรู้สึกว่ามันเขียนไม่ได้ดั่งใจเท่าที่ควรครับ และที่สำคัญ ตัวแท่งดินสอกดมีขนาดใหญ่กว่าดินสอกดปกติที่ผมใช้ (ปกติผมใช้พวก Pentel Graph/Graphgear ครับ) ทำให้เขียนไปซักพักเกิดอาการปวดมือได้เร็วกว่า ผลสรุปหลังจากเห่อได้สองสามวัน ผมก็เอาดินสอกดนี้เก็บใส่ในแพ็คตามเดิม เก็บไว้อวดชาวบ้านพอเป็นหน้าตา…

<><>ข้อสรุป: เป็นดินสอกดที่มีแนวคิดแปลกใหม่ คนที่ชอบลองของใหม่ไม่ควรพลาดครับ
<><>ข้อดี: ไส้ไม่ทู่หลังจากเขียนไประยะหนึ่งเหมือนดินสอกดทั่วไป (ปกติเวลาเขียนหนังสือไปซักพักพอเมื่อย ผมจะติดนิสัยหมุนแท่งปากกา/ดินสอกดอยู่แล้ว..ซื้อมาทำไมวะเนี่ย?!)
<><>ข้อเสีย: 1. รูปร่างแท่งดินสอกดเทอะทะ (หรืออาจะเป็นเพราะมือผมสรีระไม่เหมือนชาวบ้านก็ไม่รู้) 2. ตัวดินสอกดทำจากพลาสติกธรรมดาดูไม่ทนทานอะไรมากมาย 3. การยุบตัวตอนจังหวะกดดินสอกดกับกระดาษ (งวดหน้าไปออกแบบกลไกให้ดีกว่านี้นะครับ…)

<><>แล้วหาซื้อได้ที่ไหน? ผมสั่งซื้อจากเว็บ http://www.uniball.in.th/ ครับ (ราคาด้ามละ 150 บาท ยังไม่รวมค่าส่งอีก) แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ดินสอกดรุ่นนี้มีวางขายที่ร้าน B2S สาขาเซนทรัลชิดลม, เซนทรัลเวิร์ลด์ และเซนทรัลลาดพร้าว (มั้ง?) ครับ ใครที่สนใจก็ไปหยิบ ๆ จับ ๆ ดูได้ตามสถานที่ที่ผมบอกไปแล้วกัน

ด้วยรัก และเสียรู้ เอ้ย! ดินสอกดด้ามใหม่!
สวัสดีปีใหม่ครับ

ของแถม… ภาพคอลเลคชั่นดินสอกดที่สะสมเอาไว้ อะไรเป็นอะไรเชิญเดากันเอาเอง XD


เคยรู้สึกละอายเป็นพัก ๆ มั่งมั้ยตอนเรียนภาษาญี่ปุ่น…

ยกเลิก… ลืมไปแล้วว่าอยากจะเขียนอะไรแฮะ

like.no.other experience at Sony’s Headquater Service Center // ประสบการณ์ ไม่.เหมือน.ใคร.ดี ที่ศูนย์ SONY เพชรบุรีตัดใหม่ (ศูนย์ใหญ่)

<><>Entry นี้ผมจะเล่าเหตุการณ์ที่ไปเจอมาที่ศูนย์ Sony ใหญ่ (เพชรบุรีตัดใหม่) หลังจากที่เรื่องจบลง ผมสรุปได้อย่างหนึ่งว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ให้ประสบการณ์ที่ อย่างแท้จริง

<><>ผมกำลังใช้โน้ตบุ๊ค Sony VAIO VGN-FE34SP ที่วางขายตอนปลายปี 2006 อยู่ครับ แล้วก็ทนใช้เครื่องที่บานพับมันหลวม (ประมาณว่า จอมันกระพือได้ ถ้าเอาวางบนตัก แล้วเล่นในรถ) มาได้ปีกว่า ๆ (ประกัน 2 ปี 3 เดือน) แล้วบังเอิญได้ Login เข้าไปดูวันหมดอายุประกันของเครื่อง เลยตัดสินใจเอาเข้าศูนย์เพราะหวังใจว่ามันจะกลับมาแน่นเหมือนเก่า…

<><>แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วมันกลับ….

<><>*ทำท่านึกย้อนไปในเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อน…*

<><>ผมไปกดรับบัตรคิวเพื่อปรึกษาเจ้าหน้าที่ จากนั้นก็นั่งรอคิวเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่เครื่องมีปัญหา แล้วอยากให้ปัญหามันหมดไป
<><>จนได้ยินเสียงเรียกคิวสังเคราะห์ที่เขามักใช้กันตามธนาคารเรียกเข้าไปหาเจ้าหน้าที่โต๊ะเบอร์ X

<><>เจ้าหน้าที่ถามผมว่า เครื่องผมมีปัญหาอะไร

<><>ผมตอบกลับไปว่า บานพับมันหลวมครับ แล้วก็เปิดให้เขาดู ว่าจอมันกระพือได้จริง ๆ นะ ประมาณ 5-8 องศาเลยทีเดียว

<><>เจ้าหน้าที่ผู้หญิงหันเครื่องไปลองดันเล่นดูบ้าง ราวกับกำลังทำการทดลองวิชา Engineering Mechanics: Dynamic เพื่อวัดหาองศาการแกว่ง เพื่อนำไปคำนวณความเร็วเชิงมุม ทอร์ก…บลา ๆๆๆ ว่ากันไปนั่น

<><>หลังจากตรวจสอบจนพอใจแล้ว เจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารมาให้ผมกรอก เพื่อส่งเครื่องไปให้ช่างที่อยู่ด้านหลังโต๊ะบริการไปซ่อม หล่อนทำเครื่องหมายในหนังสือที่ว่า แล้วให้ผมลงชื่อ ผมก็ก้มหน้าก้มตาเซ็นต์ชื่อไป
<><>หล่อนบอกให้ผมกลับไปนั่งรอเรียกอีกที เพราะจะส่งไปให้ช่างซ่อมดู

<><>จนเวลาผ่านล่วงเลยไปครู่หนึ่ง ผมได้ยินเสียงขานเรียกชื่อผม ให้ไปดูเครื่อง

<><>พนักงานสาวบอกว่า “ช่างดูให้แล้วค่ะ สกรูว์มันไขแน่นอยู่แล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้” พลางอธิบายใหญ่เลยว่า รุ่นนี้จะมี Space ของมันให้มันมีที่สำหรับ… บลา ๆ… ถึงตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนถูกจับส่งขึ้นเครื่องบินจากลอนดอน กลับสู่สนามบินหัวลำโพงเพื่อมารับโทษทัณฑ์ก็ไม่ปาน

<><>แล้วหล่อนก็หันเครื่องมาให้ผมลองโยกดู พลางถามว่า “คิดว่าน่าจะแน่นขึ้นนิดนึงนะคะ”

<><>ผมลองโยกดูบ้าง ไม่รู้สึกว่ามันต่างไปจากเดิมอย่างไร แต่ก็แสร้งพยักหน้าเห็นด้วย แล้วถามเธอกลับไปด้วยเสียงสั่นเครือ “…เปลี่ยนบานพับไม่ได้เหรอครับ”

<><>เธอตอบกลับว่า “เปลี่ยนไปก็เหมือนเดิมแหละค่ะ เพราะแต่ละรุ่นจะมี Space บลา ๆ…” เสียงบางอย่างที่กายละเอียดผมมันขาดดัง “ผึง!” แต่ผมก็เก็บอาการเอาไว้

<><>ผมพยักหน้า เธอเอาหนังสือส่งเครื่องกลับมาให้ผมลงชื่อรับเครื่องกลับ
<><>ผมเดินกลับมาหาพ่อด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ แล้วเล่าตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง…

<><>สีหน้าพ่อผมเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดฝาด ราวกับเป็นสัญญาณบอกให้ผมรู้ว่า “เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
<><>พ่อบอกให้ผมไปกดรับบัตรคิวใหม่ ยามที่ทำหน้าที่กดบัตรคิวให้มีสีหน้าฉงน ถามผมว่าทำบัตรคิวหายหรือไร
ผมขมวดคิ้ว เพราะพยายามเก็บอาการผิดหวังปนสิ้นหวังนี้ไว้ พอยามเห็นดังนั้น จึงไม่ถามอะไร แล้วกดบัตรคิวให้…

<><>จนได้ยินเสียงผู้หญิงสังเคราะห์เรียกให้ออกรบเท่านั้น… หนนี้ผมถูกเรียกไปที่โต๊ะเบอร์ X+1

<><>เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการผมเป็นผู้ชาย พร้อมด้วยผู้ชายใส่แว่น ผิวสีขาว คอยช่วยดู ที่ผมเคยได้รับบริการเมื่อครั้งเอาเครื่องเข้าศูนย์คราวก่อน ด้วยอาการเครื่องไม่สามารถเขียนแผ่น Recovery ออกไปได้ ซึ่งก็ได้รับบริการจากคนนั้นเป็นอย่างดี เขาสามารถตอบคำถามผมได้เป็นที่พอใจ (ซึ่งก็เหมือนกับที่ไปหาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ตมาทุกประการ)

<><>ผู้ชายใส่แว่นคนนี้ เหมือนจะเป็นคนที่คอยพิจารณาว่าจะช่วยลูกค้าได้อย่างไร และมากเท่าไหร่

<><>พ่อเปิดฉาก อธิบายไปว่า เมื่อกี้ผมไปที่โต๊ะเบอร์ 6 ไปให้ช่างดูอาการแล้ว บอกว่าแก้ไขอะไรไม่ได้เลย คุณจะช่วยผมได้ยังไงบ้าง

<><>ชายใส่แว่นตอบกลับว่า อาการนี้เกิดจากความสึกหรอของโน้ตบุ๊คเมื่อใช้ไปนาน ๆ ครับ เป็นอาการปกติ ที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป

<><>พ่อผมถามกลับไปว่า แล้วมันเกิดขึ้นในขณะที่ประกันยังไม่หมดนี่น่ะหรือ? เป็นไปได้ยังไง
<><>พร้อมยกตัวอย่างว่า มันไม่เหมือนกันนะ มันเป็นชิ้นส่วนภายใน ถ้าเป็นยางรถยนต์ที่มันบดไปกับพื้นถนน แล้วเนื้อยางสึกหรอไปก็ว่าไปอย่าง แต่คุณไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งที่นับการเปิดปิดบานพับ และมันยังอยู่ในประกัน มันไม่ควรจะเกิดขึ้น

<><>พนักงานผู้ชายขยับแว่นดังกึก ราวกับว่าได้เรียบเรียบคำพูดที่จะอธิบายลูกค้าที่กำลังโกรธอยู่ภายในสมองแล้ว

<><>“มันเป็นปกติจริง ๆ ครับ ไม่เชื่อลองกับเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ที่โต๊ะบริการทุกตัวเลยก็ได้ครับ เพราะว่าใช้รุ่นเดียวกัน”

<><>พนักงานพูดด้วยน้ำเสียงท้าทายเล็กน้อยว่า เดี๋ยวเรามาดูกันว่า “ประกันจะหมดวันไหนกันก่อนนะครับ”

<><>(แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมตอนที่เขาดูวันหมดประกัน มันถึงนานนัก…) จนทราบ เขากล่าวอย่างพึงใจว่า “อ้อ… ปลายเดือนหน้านี่เอง”

<><>พ่อผมยืนกรานตอบกลับไปว่า “ผมไม่ลอง ผมกำลังพูดถึงโน้ตบุ๊คทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่เฉพาะรุ่นนี้”

<><>ชายใส่แว่นตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ส่อให้รู้ว่าทางเขาก็มีอารมณ์เหมือนกัน “ขนาดจอไงครับ น้ำหนักของจอ ความหนาของจอ ถ้าไปดูรุ่นอื่นจะเห็นว่า จอมันบางลง และรุ่นที่ว่ามีขนาดเล็กกว่าจึงไม่เกิดอาการที่ว่านี้”

<><>พ่อสวนกลับทันทีว่า “คุณจะบอกว่า บานพับของโน้ตบุ๊คยี่ห้อนี้ออกแบบมาไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักจอที่ใช้งั้นสิ”

<><>ต่างฝ่ายต่างเถียงกันอีกพักหนึ่ง จนพ่อผมเซ็ง….

<><>พ่อบอกว่า “ผมไม่เถียงกับคุณ ผมอยากคุยกับผู้จัดการสาขาคุณ ใครก็ได้ที่ตำแหน่งสูงกว่าคุณ”

<><>ชายฉกรรจ์ที่ตกเป็นเป้าสายตาไม่แพ้พ่อผมตอบกลับว่า “เชิญเลยครับ”

<><>พ่อผมเสริมไปอีกว่า อยากจะให้ออกหนังสือ มีการลงชื่อไปเลยว่า อาการอย่างนี้มันปกติจริง ๆ เมื่อใช้งานไปแล้ว แต่ยังอยู่ในระยะประกัน จะได้เอาไปลงหนังสือทางด้าน IT ส่งให้สื่อ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ผมต้องการ

<><>พนักงานได้ยินดังนั้น จึงกดโทรศัพท์ภายใน แล้วบอกให้พ่อผมไปรอในห้อง ระฆังแก้ว 1 ซึ่งในนั้นดูเหมือนใช้ผนังเก็บเสียง ตรงกลางห้อง มีโต๊ะแก้วกลม วางอยู่ตรงกลาง แล้วมีเก้าอี้รูปทรงทันสมัย 4 ตัวว่างเรียงอยู่รายรอบ

<><>ระหว่างที่ผมกับพ่อนั่งรอกันอยู่ พนักงานชายที่ประจำโต๊ะ 7 (ไม่ใช่คนใส่แว่น) ก็โผล่หน้ามาบอกว่า “รอซักครู่นะครับ คนที่จะมาคุยด้วยชื่อคุณ วินิ*” แล้วก็หายตัวไป ซักพักชายใส่แว่นก็โผล่มาบอกว่า “รออีกครู่นึงนะครับ กำลังลงมา” พ่อขอบคุณเขาไปด้วยน้ำเสียงสูงผิดปกติ

<><>เมื่อคุณวินิ* มาถึงเขายกมือสวัสดีพ่อผม แล้วก็ไต่ถามอาการ จากนั้นตรวจสอบว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งผิดคาดมาก เพราะพ่อคิดว่าเขาจะมาแบบรวน ๆ เหมือนที่เจอมาเมื่อกี้ เขาอธิบายถึงกลไกข้างในคร่าว ๆ ให้พ่อผมฟัง พร้อมกับสัญญาว่า อาการนี้จะหายไป แต่จะหายไปหมดเหมือนซื้อมาใหม่หรือไม่ค่อยมาคุยกันอีกทีหนึ่ง พร้อมรับปากว่าจะเปลี่ยนบานพับให้ หากมันซ่อมไม่ได้เลยจริง ๆ

<><>ถึงจุดนี้ พ่อยิ้มอย่างพอใจแล้วตอบหัวหน้าช่างว่า “นั่นแหละครับ ผมอยากได้ยินคำนี้มานาน”

<><>จากนั้น ผมก็ถูกเรียกตัวไปเซ็นต์ใบส่งเครื่อง ซึ่งทางศูนย์ใช้ใบเดิมกับที่ตอนแรกได้ให้ช่างชั้นล่างซ่อมแต่ไม่สำเร็จ และมีชื่อผมเซ็นต์รับเครื่องไปแล้ว

<><>ผมไปเจอเข้าเลยซักถาม พนักงานหญิงบอกว่า “ถึงในนี้จะมีชื่อ แต่ในระบบไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ งั้นเดี๋ยวไปหยิบลิควิดมาลบออกให้

<><>ถึงตรงนี้ต้องให้พ่อออกโรงอีกแล้ว “ไม่ได้ ทำอย่างนี้ไม่ได้ ลิควิดใคร ๆ ก็ลบทิ้งได้ ให้ขีดฆ่าทิ้ง แล้วเซ็นต์กำกับเอาไว้แทนแล้วกัน”

<><>เธอทำตามที่พ่อเสนออย่างเสียมิได้

<><>หลังจากที่ส่งเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอให้หัวหน้าช่างเขียนชื่อ และเบอร์ติดต่อให้ ผมจัดแจงเขียนใบความคิดเห็น ระหว่างที่กำลังเขียน ๆ อยู่นั้นคุณวินิ* เดินเข้ามาหา ผมเอามือบังกระดาษแทบไม่ทัน พลางรับกระดาษที่เขียนรายละเอียดเอาไว้ให้

<><>จากนั้นวันต่อมา ตอนเวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง มี SMS ส่งมาจากศูนย์แจ้งให้ทราบว่า ไปรับเครื่องคืนได้แล้ว ด้วยเงินค้างชำระ 0.00 บาท

<><>ถึงตอนนี้ ผมสงสัยเหลือเกินว่า ไอ้การที่ต้องเบิกอะไหล่มาเปลี่ยนให้ลูกค้ามันมีผลกระทบกับรายได้ของพนักงานหรืออย่างไร ทำไมกว่าจะยอมเปลี่ยนให้ได้ถึงต้องโวยขนาดนี้? คุณแลกความประทับใจของลูกค้ากับรายได้คุณอย่างนี้หรือครับ ถือเป็นการก้าวเดินที่ชาญฉลาดยิ่ง

<><>ผมสัญญาว่าจะส่งอีเมล์ไป Complain คุณแน่ ๆ ครับ

<><>ขอขอบคุณหัวหน้าช่างจากใจจริงครับ ที่ให้บริการผมอย่างดีครับ กว่าจะได้บริการที่คาดหวังต้องลงแรงเยอะใช่เล่น สอดคล้องพอดีกับสโลแกนที่ว่า จริง ๆ

อวสาน

<><>หมายเหตุ: ไม่ครับ นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง บุคคลที่เอ่ยถึงใน entry นี้ล้วนมีจริงทุกคน และหลังจากที่ไปรับเครื่องกลับคืนมานั้น สภาพบานพับกลับมาดีเหมือนเพิ่งซื้อใหม่ครับ พอใจแล้วล่ะ

<><>ป.ล. ขอขอบคุณเว็บไซต์ Sony ประเทศไทยที่เอื้อเฟื้อภาพเครื่องหมายการค้า like.no.other(tm) ให้นำมาใช้

<><>ไม่ทราบว่า Sony ขาดทุนกับ PS3 และ Blu-ray ขนาดหนักหรือไง ถึงได้มาทำกับลูกค้า VAIO ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย?

Sony VAIO loose higne  บานพับหลวม ศูนย์โซนี ศูนย์โซนี่ ศูนย์โซนี่ใหญ่ ศูนย์ Sony ใหญ่ Sony เพชรบุรีตัดใหม่ โซนีเพชรบุรีตัดใหม่ โซนี่เพชรบุรีตัดใหม่ บานพับเสื่อมสภาพ พรศักดิ์ ชุ่ย มักง่า การบริการแย่

พบหมอสิวครั้งที่ 11

<><>ที่ไม่ได้เขียนครั้งที่ 10 ก็เพราะว่าไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นครับ…

<><>หมอนัดห่างออกไปทีละสองสัปดาห์แล้วตอนนี้ มาครั้งที่ 11 เลยจะมาเขียนเล่าซักหน่อย

<><>หนนี้ให้หมอดูสิวอักเสบเม็ดที่คาง หมอบอกว่างั้นแต้มยาละกัน ถ้ากลัวเข็มจะได้ไม่ต้องฉีด (แต่ด้วยความเคยชิน และอยากให้หายเร็วก ๆ เพราะรำคาญมันมาหลายปีแล้ว) เลยบอกไปว่า ฉีดไปเถอะครับ ผมชินแล้ว หมอก็หัวเราะ แล้วก็บอกว่า เอางั้นก็ได้

<><>จากนั้นหมอบอกว่า จะสั่งยากินเพิ่มหน่อย เพราะจะสั่งยาให้กินเต็มที่เพื่อว่าจะได้ยุบหมด ๆ ไปเร็ว ๆ และได้หยุดยาเร็ว ๆ ถ้าให้กินโดสต่ำ ๆ ก็จะต้องกินยาไปเรื่อย ๆ แล้วหยุดยาช้า ยาที่เพิ่มขึ้นมาเป็นยารหัส SK (งงมาก…รูปร่างตัวเม็ดยา เหมือนยารหัส GX1 มาก) พยาบาลที่กดสิวบอกว่า เป็นยาลดบวม (ทราบภายหลังว่ามันคือยา Prednisolone) โดยให้กิน 2×2 ในสัปดาห์แรก และลดเหลือ 2×1 ในสัปดาห์ถัดมา จากนั้นก็สั่งยา AB ตามปกติ ซึ่งได้หลอกถามหมอเหมือนกันว่า มันคือ Amoxycillin หรือเปล่าครับ ถ้าเกิดผมเป็นอะไรอย่างอื่นขึ้นมา ผมกลัวจะกินยาซ้อนกัน (ตั้งใจจะพูดว่า Overdose) หมอตอบว่า มันก็เป็นตัวยาที่ใกล้ Amoxycillin มาก ๆ นะอยู่ในกลุ่มเพนนิซิลลินเหมือนกับ Amoxycillin นี่แหละ ถ้าเกิดหมอที่โรงพยาบาลสั่งยาแก้อักเสบให้ก็หยุดยาของหมอแล้วกินยาที่ว่านั่นไปแล้วกัน (แต่ คุณหมอคนก่อน ที่ชื่อคล้าย ๆ มหาวิทยาลัยเอกชนอยู่ไม่ไกลจากฟิวเตอร์ปาร์ค กลับบอกว่า มันคือ Amoxycillin เพราะพูดเทียบกับ Doxycillin ด้วย …ดูในบันทึกครั้งก่อน ๆ)

<><>หลังจากที่รู้ว่ายา SK ที่ได้มาคือยา Prednisolone ที่ว่า เลยไปถามหมอที่รู้จักมา เขาตอบมาว่าถ้ากินโดสต่ำ ๆ (กรณีผมคือ 20mg) และกินไม่ถึงเดือนก็ไม่เป็นอะไรหรอก

สวัสดี

Lame Japanese Lesson: สิ่งที่ลืมตอนเตรียมสอบ JLPT 4 ตอน ①

<><>เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาผมได้ถ่อไปที่ สนญ. สาขาพหลโยธิน เพื่อสมัครสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น ระดับที่ 4 มา ก็เลยฟิตหาข้อสอบเก่า ๆ จากบนเน็ตมานั่งทำ (สนใจระดับไหน ปีอะไร เชิญไปแก้ ๆ ในลิงค์เอาเองที่นี่) ก็ได้เจอเรื่องที่ตัวเองหลง ๆ ลืม ๆ ไปเยอะเหมือนกัน…

<><>1. เรื่องตัวเลข กับลักษณะนาม
<><><><>เลข 3 เติม 〝
<><>
<><>เลข 6, 8 เติม ゜

<><>อย่างเช่น 300 เยน (三百円-さんゃくえん) 66 นาที (六十六分-ろくじゅうろっん)

<><>2. ลักษณะนามโดยสังเขป
<><>
<><>-つ ชิ้น
<><>
<><>-台 (だい) เครื่อง
<><><><>-枚 (まい) แผ่น
<><>
<><>-冊 (さつ) เล่มที่, ฉบับที่
<><><><>-こ ใช้กับสิ่งของเล็ก ๆ เช่น ไข่ไก่
<><><><>-本 ใช้กับสิ่งของที่มีลักษณะเป็นแท่ง เช่น ขา ร่ม
<><>แถมหน่วย 杯(さかずき→ぱい) ที่หมายถึง หนึ่งถ้วยเหล้า เช่น また一杯飲もう! ดื่มอีกซักแก้วกัน!

<><>3. การใช้คำช่วย で แบบที่ไม่เคยเรียนมาก่อนในหนังสือมินนะ
<><>ไปเจอในข้อสอบวัดระดับ 4 มา การใช้ で แบบที่ว่าจะใช้ในการบอกเหตุผล ไม่ใช่เพียงแต่บอกสถานที่ที่เกิดการกระทำเท่านั้น ยกตัวอย่างจากในข้อสอบเช่น 昨日弟は病気 学校を休みました。

<><>4. รูปแบบ ーたあとで กับ ーてから
<><>การใช้ ーたあとで จะหมายถึงการกระทำอย่างแรก แล้วมีการทิ้งช่วงจึงค่อยเกิดการกระทำที่สอง ส่วน ーてから จะเป็นการกระทำสองอย่างติด ๆ กันเลย อย่างเช่น

<><><><>試験が終わっ跡でパーティーをします! พอสอบเสร็จแล้วจะฉลองกัน!
<><><><>食事してからお水を飲みます。กินข้าวแล้วดื่มน้ำ(ตามทันทีที่กินเสร็จ)

<><>5. ความแตกต่างระหว่าง ごろ กับ ぐらい
<><>ไปเจอข้อสอบอยู่ข้อนึงเขียนว่า 今日は夜九時__帰ります。 มีตัวเลือกเข้าตาอยู่สองตัวเลือกคือ ごろ กับ ぐらい พอไป Google ดูก็เจอคนใช้ทั้งสองแบบ เลยไปถามผู้รู้ที่อ้างว่ากูรู้ ก็พอจับใจความได้ว่า…


<><><><>ごろ ใช้ในการประมาณกับจุดหนึ่งของเวลา เช่น เดือนมีนาคม 三月ごろ ตอนสิบโมงเช้า 十時ごろ
<><><><>ぐらい ใช้ในการประมาณช่วงเวลา (Duration) เช่น 20 นาที 二十分ぐらい นอกจากนี้ยังใช้ในการบอกปริมาณสิ่งของได้อีกด้วย และยังสามารถนำ ほど ไปใช้แทนที่กันได้ด้วย ทั้งยังมี やく อีกตัวหนึ่ง แต่จะต่างกับตัวอื่น ตรงที่ต้องเอาไว้นำหน้าช่วงเวลา หรือปริมาณที่จะประมาณ

<><>ในตอนนี้ก็จะขอบันทึกความโง่ของตัวเองเอาไว้เพียงเท่านี้ ถ้าสะสมความมึนได้อีกก็จะมาเขียนเพิ่มครับ ;)

กิติกามประกาศ: Rising-Top, Minagata, Hiroaki, Chinno

พบหมอสิวครั้งที่ 9

<><>หนนี้เจอหมอคนใหม่… ใหม่จริง ๆ ขนาดไม่มีรูป ไม่มีชื่ออยู่ในตารางเวรเข้าตรวจประจำสาขา… :) คุณหมอ ศ. เป็น ก. และใช้ MacBook เห็นวางหราไว้บนโต๊ะตรวจ แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ พอพบหมอเขาก็ตรวจดูทั้งหน้าเหมือนหมอคนอื่น ๆ แล้วก็ถามว่าสิวเม็ดนี้เพิ่งขึ้นใช่มั้ย แล้วก็ดูประวัติการใช้ยา แล้วก็ถาม ๆ เรื่องยา 8AN ว่าใช้แล้วมีแสบอะไรมั้ย เลยตอบไปตามจริงว่า หน้าด้านมานานแล้วครับ เคยทา B.P. 5% แล้วไม่รู้สึกแสบอะไร ทาทิ้งไว้ได้ แต่พอทาไปได้สองวันหน้าก็จะสาก (ประมาณว่าแพ้ยานั่นแหละ)

<><>หมอก็ถามอีกว่า รู้สึกว่าการรักษาเป็นยังไงบ้าง ช้าไปมั้ย เฉย ๆ หรือว่าดีขึ้น ไอ้เราก็ไม่ได้สังเกตอะไรมากซะด้วย อาศัยคนอื่นเขาทักว่าดีขึ้น บลา ๆๆๆ เลยตอบไปส่ง ๆ ว่า ดีขึ้นมั้งครับ หมอเลยบอกว่า งั้นหมอไม่เปลี่ยนตัวยาแล้วกัน ใช้แบบเก่าไปก่อน จากนั้นก็บอกให้ทา ZA4 ที่ตามไรผมแทน ไม่ต้องทาทั่วหน้าอีกแล้ว แล้วก็พูดเรื่องรอยแดง (มีสะดุดนิดนึงตอนนึกคำพูดด้วย) ว่าถ้าไม่รำคาญก็รอไปก็ได้ มันหายไปเองได้ แต่ถ้ารำคาญก็ทำเลเซอร์ ทรีทเมนต์ ได้ (คาดว่าหลังจากเจอกันอีกสองสามที คงจะยอมแพ้เลิกถามไปในที่สุดเนอะ… [-: ) จากนั้นก็เปิดโอกาสให้ผมถาม แต่ผมไม่รู้จะถามอะไร เพราะกลัว ก. นิด ๆ โดยเฉพาะถ้าไม่เคยเจอหรือรู้จักกันมาก่อน

<><>สุดท้ายก็ถามว่าสิวอักเสบบนหน้าจะรักษายังไงดี ถ้าฉีดยามันก็หายเลย แต่ถ้ากลัวเจ็บก็ไม่เป็นไร ทายาไปก็ ได้ เลยตอบไปว่า โดนฉีดมาจนชินแล้วครับ ฉีดไปเลย… จากนั้นก็ถูก แต้มสิว ฉีดยา กดสิว หนนี้ซื้อ EV1 มาเพิ่มอีกหลอดนึงด้วย

<><>ค่าเสียหายทั้งหมดคิดเป็น 636 บาท

<><>ป.ล. จริง ๆ ก็มีเรื่องจะถามอยู่ แต่ว่ามันต้องพูดชื่อตัวยา กลัวฝ่ายหมอจะไม่สะดวกตอบ หรือบางทีไปกดดันให้หมอเฉลยตัวยา ก็เลยไม่ถาม ไว้จะหาวิธีถาม ๆ อีกที…